สถาบันตักส์ศิลาแฟชั่น โดย อ.แดงส์ชาคริต สถาบันตักส์ศิลาแฟชั่น โดย อ.แดงส์ชาคริต
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ ชั้น 9 อาคารเซ็นทรัลพลาซ่า ลาดพร้าว
โทรศัพท์ 0-2937-1117, 0-9671-7717 และ info@taxilafashion.com
 
 
บทความจากหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ คอลัมน์เมโทรไลฟ์ - สร้างคนสร้างแบรนด์
ตำนานการก่อตั้ง ต่อสู้ และเติบโต ของโรงเรียนสอนแฟชั่นแห่งนี้ ย่อมแยกไม่ออกกับชีวิตของชาคริต เชาวนะโรจนารุจิ เจ้าของฉายา ‘อ.แดงส์ชาคริต’ หรือ ‘อ.แดงส์ดีไซน์’ ผู้บุกเบิก บริหาร และดำเนินการสอน นั่นเอง

       สอนตัดเสื้อกรสยาม ฤกษ์ของการต่อสู้
       
จากครอบครัวช่างตัดเสื้อแถวชลบุรี ระหว่างอ.แดงส์ช่วยพี่สาวทำร้านเสื้อพบปัญหาบุคลากรไร้คุณภาพ จึงรับลูกชาวบ้านมาฝึก ทว่าพอพวกเขาทำงานเป็นก็จากไป
       ทั้งครอบครัวอพยพเข้ากรุงเทพฯเปิดโรงเรียนสอนตัดเสื้อชื่อ “กรสยาม” ไม่สอนรับฟรีแล้ว แต่หันเก็บเงินค่าสอน มุ่งสร้างคนเพื่อเป็นช่างเสื้อมือหนึ่งแห่งสยาม
       “จำได้ว่าเปิดโรงเรียนวันแรก รถถังวิ่งผ่านหน้าอนุสาวรีย์ฯ”
       อ.แดงส์ยอมรับว่าเป็นลาง เอ๊ย ! ฤกษ์ของการต่อสู้
       “อาจเป็นไปได้ว่าต้องต่อสู้มาตลอด”
       กรสยามไม่สอนตามหลักสูตรเมืองนอกอย่างสถาบันดังๆสมัยนั้น หากฉีกรูปแบบการสอนออกแบบทั้งหมด บนพื้นฐานความคิดว่าลูกค้าแต่ละคนมีรูปร่างต่างกัน ถ้าช่างเสื้อดีไซน์ปรับแบบได้ ก็จะเป็นบริการที่แตกต่าง
       “สอนให้รู้จักแม่แบบกระโปรง แม่แบบกางเกง แม่แบบเสื้อ แม่แบบแขน แม่แบบคอ คนอื่นบอกมีปก 108 แบบ ผมบอกปกมีอยู่แค่คอปก คอเปลือย ซึ่งคอเปลือยก็มีแค่รูปคอวี คอแหลม คอเหลี่ยม ทำไมต้องบอกอะไรเยอะแยะให้เด็กใช้ความจำมากกว่าความคิด ปกก็มีแค่ปกตัดต่อและปกในตัว สิ่งที่แตกต่าง คือ ดีไซน์ของปก”
       รูปแบบการสอนแปลกแหวกแนวนี่เองทำให้เกิดกระแสต่อต้าน แถมโจมตีว่ากรสยามไม่ได้มาตรฐานเพราะไม่ใช่ของนอก
       แทนที่จะเสีย self อ.แดงส์กลับเกิดแรงผลักดัน ขอแยกวงจากครอบครัว ใช้ชื่อตัวเองก่อตั้ง “สถาบันนักออกแบบแฟชั่นนานาชาติแดงส์ดีไซน์”ซะเลยในปี 2525

       แบรนด์ “แดงส์ดีไซน์”สร้างดีไซเนอร์
       
ยุคนั้น ดีไซเนอร์ต้องมีพื้นฐานการเรียนศิลปะมาก่อน ไม่จากรั้วเพาะช่างก็รั้วศิลปากร กระนั้น อ.แดงส์ท้าทายทันทีที่เปิดประตูแดงส์ดีไซน์ว่า
       “คอนเซ็ปต์การวาดแบบของเราไม่ยึดหลักอนาโตมี เป็นศิลปะแฟชั่นที่สอนใครก็ได้ รับประกัน 1 เดือนวาดรูปได้”
       “ไร้สาระ” คอลัมนิสต์ด้านศิลปะสมัยนั้นสวนกลับทันควัน
       “เป็นไปได้ไงคนเรียนศิลปากรเรียนช่างศิลป์ต้องใช้เวลาหลายเดือนเรียนดรออิ้ง”
       แม้ อ.แดงส์พยายามอธิบายว่าไม่เหมือนกันก็ยังไม่เคลียร์ แกจึงซื้อเวลาจัดรายการทีวีจ้างนางแบบมายืน และตัวเองนั่งวาดให้ดูกันชัดๆว่าการสร้างแบบเป็นอย่างนี้ จากนั้นก็จ้างช่างมานั่งเย็บโชว์ ชี้ให้เห็นว่านี่คือช่าง นั่นคือดีไซเนอร์ เปรียบเทียบดีไซเนอร์คือมัณฑนากรหรือสถาปนิก ส่วนช่างเสื้อก็คือช่างก่อสร้าง ถ้าไม่มีแบบไม่มีแปลน ช่างก่อสร้างก็สร้างบ้านไม่ได้
       นอกจากคนในแวดวงศิลปะจะเข้าใจแล้ว ช่างเสื้อตลอดจนคนรักแฟชั่นก็ให้ความสนใจมาสมัครเรียนกับแดงส์ดีไซน์มากขึ้น
       “พวกร้านเสื้อผ้าเริ่มยอมรับว่าการมีดีไซเนอร์แล้ว แต่ผู้บริโภคยังไม่เห็นว่าเวลาเข้าร้านตัดเสื้อจำเป็นต้องมีดีไซเนอร์ พอดีคุณสุทธิธรรม จิราธิวัฒน์ บอกว่าเซ็นทรัลมีผ้าค้างสต๊อกเยอะ ผมเสนอให้แกเอาผ้าไปขายทุกสาขา แล้วผมจะระดมนักเรียนไปทุกสาขาคอยบริการออกแบบให้ฟรี”
       จากพฤติกรรมซื้อผ้าที่พาหุรัดแล้วนำกลับบ้านก่อนจึงนำไปตัดที่ร้าน กลายเป็นซื้อปั๊บแล้วได้รับบริการออกแบบฟรี ทำให้เห็นเลยว่าผ้าที่ซื้อแล้วสามารถออกแบบเป็นอะไร
       ปรากฎว่าผู้คนหลั่งไหลไปซื้อผ้าที่เซ็นทรัล เรียกว่าล้างสต๊อกผ้าภายใน 15 วัน
       “ทีนี้ผมให้คนไปสัมภาษณ์ลูกค้าออกรายการทีวี เซ็นทรัลสั่งผ้าเพิ่มและโฆษณาขายผ้าพร้อมบริการออกแบบฟรีโดยแดงส์ดีไซน์ เกิดกระแสลูกค้าไปผลักดันให้ช่างที่ร้านออกแบบเสื้อด้วย ทำให้ช่างตัดเสื้อเข้ามาเรียนดีไซน์เพิ่มขึ้นอีก”
       สายสัมพันธ์ระหว่าง อ.แดงส์กับเซ็นทรัลเกิดขึ้นตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ขณะเดียวกันอ.แดงส์ก็จัดประกวดแชมป์แดงส์ดีไซน์ทุกปีเพื่อสกรีนลูกศิษย์เก่ง และหาสนามต่างประเทศส่งพวกเขาไปแข่งด้วย

       แบรนด์ “ตักส์ศิลา”สอนแฟชั่น
       
6 ปีผ่านไป นักเรียนที่ก้าวเท้าออกจากแดงส์ดีไซน์ล้วนได้รับการยอมรับความสามารถการดีไซน์ แต่พูดจาภาษาแฟชั่นกับบุคลากรในแผนกอื่นๆขององค์กรไม่รู้เรื่อง แถมยังไม่ตามงานต่อ คิดว่าออกแบบอย่างเดียวจบ
       “เลยอยากต่อยอดการศึกษาเพื่อพัฒนาบุคลากรวิชาชีพด้านแฟชั่น เปิดตักส์ศิลาขึ้นมา”
       หมายความว่าคนที่มาเรียน 1 คนเขาต้องรู้ครบ เป็นพนักงานได้ตั้งแต่ระดับเบ๊ถึงบอส เพราะแฟชั่นไม่ได้อยู่ที่ดีไซเนอร์เท่านั้น แต่ต้องอยู่ที่ทีมงาน
       กว่าจะตั้งชื่อลงตัว แรกสุดเมื่อพ.ศ.2534 อ.แดงส์แกตั้งซะเครียดเชียวว่า “สถาบันวิชาชีพธุรกิจแฟชั่น” สองปีผ่านไปคนยังไม่ get ว่าแฟชั่นเป็นธุรกิจ จึงเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “โรงเรียนศิลปศาสตร์แฟชั่นตักส์ศิลา” ผู้คนถึงเริ่มเดินมาลงทะเบียนเรียนกันมากขึ้นเรื่อยๆ
       สุดท้าย อ.แดงส์ลบคำว่า‘ศิลปศาสตร์’ออก เป็น“สถาบันตักส์ศิลา แฟชั่น”เพื่อกระชับจำง่าย
       “คอนเซ็ปต์การสอนมี 5 คำ ได้แก่ เข้าใจ สื่อได้ สร้างสรรค์ เป็นจริง และมีคุณค่า”
       อ.แดงส์อธิบายอย่างรายละเอียด
       “ให้นักเรียนไปทำโปรเจกต์ เขาต้องเข้าใจว่าไปทำงานเกี่ยวกับอะไร ผลคืออะไร เพราะเมื่อออกไปทำงานจริงต้องเข้าใจความต้องการของลูกค้า เมื่อเข้าใจแล้วต้องสื่อออกมาได้ สื่อด้วยคำพูด หรือเขียนอธิบายเป็น ดีไซเนอร์ต้องพูดเป็น มีทักษะในการเจรจาต่อรอง
       สิ่งที่สื่อก็ต้องมีความคิดสร้างสรรค์ที่เป็นเอกลักษณ์และเป็นจริง เช่น จะส่งงานไปประกวดเขาต้องรู้ว่ามันต้องโดนใจกรรมการ หรือถ้าจะทำงานขายเขาก็ต้องทำให้ขายได้ อยู่ที่จุดประสงค์ สถาบันเราพยายามให้เด็กเข้าใจ อ่านเกมเป็น
       และสอนให้เขาเข้าใจเรื่องคุณค่า แม้ทำแล้วผิดก็มีคุณค่า ไม่มีใครทำงานแล้วสมบูรณ์ทันที เป็นกระบวนการเรียนรู้”
       นอกจากนี้ อ.แดงส์ยังก่อตั้งและบริหารสถาบันการแต่งกายคาด้า(CADA) อบรมการแต่งกายตั้งแต่ศีรษะจดเท้า พร้อมออกไปเวิร์กชอปบริการแต่งหน้า ทำผม จัดหาเสื้อผ้า ทำยูนิฟอร์ม รวมทั้งร้าน เอ๊ย! แล็บ Young Thai Brands Fashion บนชั้น 3 ห้างฯเซ็นทรัล พลาซ่า เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนและผู้เข้าร่วมโครงการต่างๆของตักส์ศิลา ทดลองจำหน่ายผลงานเสื้อผ้าของตนเองสู่สาธารณะ
       “แยกแบรนด์ในเชิงบริการ ถ้าอยากเรียนแฟชั่นมาที่ตักส์ศิลา อยากแต่งตัวอย่างมีสไตล์ติดต่อคาด้า เราพร้อมจะออกไปหาคุณ และถ้าอยากใส่เสื้อผลงานของลูกศิษย์ตักส์ศิลา ก็มาที่ Young Thai Brands Fashion Lab”
       
       อ.แดงส์ ตักส์ศิลา
       แบรนด์การศึกษาแฟชั่น

       หลังจากจบจากวิทยาลัยช่างศิลป์ ก็บินไปศึกษาต่อที่ Bunka Fashion College ประเทศญี่ปุ่น พอกลับไทย สมัครเรียนวิชาชีพครู วิทยาลัยครูสวนดุสิต (ปัจจุบันมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต) พร้อมรับปริญญากิติมศักดิ์ คหกรรมศาสตรบัณฑิต สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล
       อดีตเจ้าของรางวัล Asia Grand Prix Design ที่ญี่ปุ่น และผู้บริหารการศึกษาดีเด่น คุรุสภา ปัจจุบันนอกจากดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการบริหารสถาบันตักส์ศิลาแฟชั่น และCreative Directorบริษัทยังไทยแบรนด์จำกัดแล้ว ยังเป็นนายกสมาคมนักออกแบบไทย อุปนายกสมาคมผู้บริหารสถานศึกษาเอกชนนอกระบบ และคณะทำงานโครงการ Fashion Trend Center ของโครงการกรุงเทพฯเมืองแฟชั่น
       
กระแสกรุงเทพฯเมืองแฟชั่นทำให้โรงเรียนสอนแฟชั่นของต่างชาติกำลังเข้ามา ตักส์ศิลาจะสู้อย่างไร
       
โรงเรียนต่างประเทศมีกลุ่มทุน พวกมหาวิทยาลัยต่างๆก็ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ขณะที่จุดอ่อนของเราคือโรงเรียนเอกชนที่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐและไม่มีปริญญาบัตรให้ ดังนั้นเราต้องเอาจุดอ่อนขึ้นเป็นจุดแข็ง ถ้าคุณต้องการ skill คุณมาหาเรา แต่ถ้าต้องการ paper คุณไปเอาที่โน่น เด็กคนหนึ่งอาจเรียนสองที่ก็ได้ เราเป็นโรงเรียนแฟชั่น R&D ไม่ไปแข่งกับพวก high end หรอก
       ตอนนี้เข้ามาแล้ว 1 โรงเรียน เดี๋ยวจะมาอีกเยอะและแข่งกันเอง ผมบอกเลยนะว่าคนทำมาหากินระดับโลก เขาไม่สนใจคู่แข่งหรอก แต่เขาสนใจว่าลูกค้าอยู่ตรงไหนมากกว่า
       ทุกวันนี้ตักส์ศิลากลายเป็นแบรนด์หนึ่งแล้ว ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้สถานที่ใหญ่โต เราเป็น visual education เพราะการเรียนแฟชั่นมันเหมือนต้องดมกลิ่นจับต้อง โรงเรียนของเราไปสอนที่สวนลุมพินีก็ได้ ไปสอนที่เชียงใหม่ก็ได้
       สมมติว่าคุณอยากเรียนของอิตาลี เขาสอนเป็นภาษาต่างประเทศ ดูสัดส่วนสิครับว่าคนอยากเรียน 1 แสน คน พูดภาษาได้กี่คน มีกำลังจ่ายค่าเล่าเรียนกี่คน รับรองไม่ถึง 10% แล้วอีก 90%ไปไหน ถ้าจะเข้าสถาบันของรัฐต้องผ่านกระบวนการเอนทรานซ์ซึ่งปีหนึ่งรับไม่กี่คน ผมให้รวมกับราชมงคลด้วย เชื่อว่าไม่ถึง 25% เหลืออีก 65%ไปเข้าอาชีวะครึ่งหนึ่ง ยังเหลือให้ผมอีก 30 กว่าเปอร์เซ็นต์ ตักส์ศิลายินดีเข้าไปรองรับตรงนี้
       จบอินเตอร์หรือจบไทย บทพิสูจน์อยู่ที่ว่าทำงานแล้วเป็นที่ยอมรับในระดับอินเตอร์ไหมมากกว่า อินเตอร์ฟิลลิ่ง อินเตอร์บรรยากาศ กับอินเตอร์แอ็กเซปต์…มันต่างกัน
       

       ที่ว่าถ้าต้องการ skill มาที่ตักส์ศิลา ทำไมมั่นใจขนาดนั้น
       
เราคล้ายแกรมมี่นะ สร้างศิลปินแล้วต้องสร้างเวทีให้ศิลปิน สร้างคาแร็กเตอร์ให้ศิลปิน เราต้องผลักดันทุกอย่าง ส่งไปต่างประเทศเราก็ทำหน้าที่เป็นโค้ชให้ด้วย ที่ชนะมานี่ไม่ใช่ฟลุกนะ
       
“เวที” เช่นการประกวดสร้างแบรนด์แฟชั่นไทย TFBB (Thailand Fashion Brands Building Awards)
       
สมัยนี้ดีไซเนอร์ไม่ใช่คนสำคัญ เพราะดีไซเนอร์ต้องทำงานตามที่บริษัทกำหนดว่าแบรนด์ของชั้นต้องเป็นอย่างนี้ เทรนด์มาอย่างนี้ ขายยอดอย่างนี้ ดีไซเนอร์รุ่นใหม่ไม่มีบทบาทไม่ได้เกิดแบบรุ่นแรกๆ ไม่มีไข่ สมชายไม่มีพิจิตราคนใหม่หรอก กลไกธุรกิจเปลี่ยนไปแล้ว
       เราร่วมกับสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอจัดประกวด TFBB เปิดโอกาสให้ใครก็ได้ ตีตั๋วเข้ามา ปีแรก(2545) 20 แบรนด์ ปีที่สอง(2546) 40 แบรนด์ ปีนี้(2547)รัฐบาลอยากให้เพิ่มขึ้นเท่าตัวเป็น 80 แบรนด์ คัดออกครึ่งหนึ่ง ล่าสุด qualify เข้ารอบมาทดลองขายจริง 21 คน ในโครงการ FDCM Taxila Young Thai Brands Contest ตัดสินกันที่ยอดขาย
       ช่วงแรกหลายคนได้ยินก็หัวเราะ บอกไม่เคยมีในโลกที่เอานักเรียนไม่มีประสบการณ์มาทำสินค้าขายแข่งกัน ลูกค้าจะซื้อเหรอ ไปหาสปอนเซอร์ก็ไม่มีใครให้
       ผมไปคุยกับคุณสุทธิธรรม แกก็โอเคยินดีเป็นสปอนเซอร์ให้ จัดขายแข่งกัน 7 วันที่ลานชั้น 1 เซ็นทรัลพลาซา ผมบอกผู้ร่วมประกวดคุณต้องลงไปขายเอง ดูแลลูกค้าให้ดีที่สุด ให้ความรู้แก่ลูกค้าด้วยว่าสไตล์คืออะไร ต้องช่วยกันข้ามแบรนด์ด้วย ทำงานกันเป็นทีมเวิร์ก ปรากฏว่ายอดขายพุ่งขึ้นกระฉูด ปีแรกได้มาประมาณ 1.5 ล้านบาท ปีที่สองขึ้นมาเป็น 1.7 ล้านบาท จึงพิสูจน์ว่า Young Thai Brands โอเคเลยล่ะ

       แล้วร้าน Young Thai Brands ที่ชั้น 3 เซ็นทรัลพลาซ่า
       ไม่ใช่ร้านครับ แต่เป็น Fashion Market Lab คล้ายเป็นการทำวิจัยว่าเรียนแล้วผลิตออกมาแล้วไว้ที่แล็บ ดูว่าลูกค้าจะซื้อไหม คุณจะเห็นเลยว่าลูกค้าชอบไม่ชอบ พื้นที่นี้เปิดโอกาสให้ทั้งนักเรียนตักส์ศิลา และผู้เข้าร่วมโครงการต่างๆของตักส์ศิลา
       
แต่ดูทำเลชั้น 3 ค่อนข้างอับ ไม่ค่อยมีคนเดินไปแถวนั้นเท่าไร
       
เราได้พื้นที่ชั้น 3 ยอดขายมันอยู่กลางๆ เด็กๆทำงานต้นทุนสูง ช่วงเปิดแรกๆกังวลใจเหมือนกันเพราะยอดไม่วิ่ง แต่พอเราไปจัดกิจกรรมข้างล่าง 7 วัน ได้มาตั้ง 1.5 ล้านบาท แสดงให้เซ็นทรัลเห็นว่าลูกค้าเรามีนะ ถ้าอยากได้เงิน ต้องให้เราอยู่ชั้นต่ำลงมา แต่ถ้าอยากได้ภาพ ต้องไม่ซีเรียสเรื่องยอดขาย
       ด้านโรงเรียน ทุกวันนี้ยังมีปัญหาอะไร
       
ตักส์ศิลามีปัญหา 2 อย่าง คือ เรื่องเงินทุนหมุนเวียน และสถานที่ เราต้องหาสถานที่ ขอร้องเรื่องค่าเช่า เวลาทำกิจกรรมก็ต้องหาสปอนเซอร์
       ยังไงผมทำตามขั้นตอนที่เราจะทำ คือหา partner และ share source ใช้ทรัพยากรร่วมกัน ถ้าภาครัฐหรือเอกชนอยากลงทุน เราก็ยินดีร่วมลงทุน เอา goodwill หรือสินทรัพย์ด้านชื่อเสียงของเราลงไป
       ถ้าเราได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ผมเชื่อว่าเราจะไปได้แรงมาก เพราะเรามีบุคลากรที่พร้อมจะมาเป็นผู้ร่วมทีมเยอะ
       
ลูกศิษย์กับการสร้างแบรนด์ล่ะ มองคนรุ่นปัจจุบันนี้อย่างไร
       
การสร้างแบรนด์หรือการทำธุรกิจ เมื่อประธานตัดริบบิ้นปรบมือแล้ว ต่อไปเป็นหน้าที่ของคุณ จะบริการลูกค้าได้ดี มีคุณภาพคงที่ไหม บริหารการเงินได้ดีรึเปล่า ที่สำคัญ จะบริหารสร้างชื่อเสียงให้เป็นที่ยอมรับอย่างไร นั่นเป็นสิ่งที่ต้องต่อสู้เอง
       เด็กบางคนสอนไปแล้วเขารู้จัก follow ตรงนี้ เขาก็ไปได้เรื่อยๆ ธรรมชาติการเติบโตในโลกนี้มันจะเป็น 3+3+3 = 9 ปีเห็นผล สามปีแรกเรียนรู้ทดลองทำค้นหาว่าจะทำต่อหรือไม่ อีกสามปีต่อมาลองคิดลองทำดูเอง พ้นปีที่หกจะเริ่มลงทุนตัวคุณเองแล้ว
       เด็กสมัยนี้โชคดีกว่าสมัยผมเยอะ ผมทำงานมา 30 ีปีต้องสู้เองหมด ถ้าผมเป็นคนยุคนี้ ผมเชื่อว่าผมจะไปได้เร็วกว่าปัจจุบันของผมขนาดนี้ แต่เด็กทุกวันนี้มีคนใส่พานให้หมด ตอนนี้รัฐบาลก็ช่วยใส่พานให้ด้วย อนาคตไม่เก่งได้อย่างไร

       
       หลักสูตร
       
เพื่อขัดเกลาให้ผู้สมัครได้เป็นไปตามที่อยากจะเป็นภายใต้กรอบของโรงเรียน กติกา คือ คุณต้องเข้าเรียน คุณต้องทำการบ้าน คุณต้องยอมแก้ไขงานที่อาจารย์แนะนำ ไม่งั้นคุณจะไม่ได้เป็นอย่างที่คุณอยากจะเป็น อายุอย่าต่ำกว่า 14 ปี แก่เท่าไรไม่สำคัญ ขอเพียงมีใจตั้งมั่น และรู้อนาคตของตนเอง
       มีหลักสูตรทั้งหมด 6 ระดับภายในระยะเวลา 2 ปี
       ระดับ 1 เป็นพื้นฐาน หัดให้คุณ drawing เพราะสิ่งที่คิดนั้นไม่อาจถ่ายทอดด้วยคำพูดได้
       ระดับ 2 สร้างสิ่งที่คุณคิดออกมา เป็นการสอน pattern making เพื่อเข้าใจกระบวนการสร้างแบบ
       ระดับ 3 เมื่อออกแบบสวยเป็นชิ้นแล้ว ระดับนี้ต้องพากันสวย ออกแบบเป็นคอลเลกชัน มีแก่น มีสไตล์ เป็น corperate identity และ collection design
       ถ้าคุณเรียนจบระดับ 3 แน่นอน คุณสามารถออกไปทำงานเป็นดีไซน์เนอร์ในองค์กรบริษัทห้างร้านได้ แต่คุณสามารถถ่ายทอดสิ่งที่ดีไซน์แก่ช่างตัดเย็บได้ไหม และงานดีไซน์ของคุณมีความเป็นเอกลักษณ์รึเปล่า
       ระดับ 4 Making to Design เหมือนกับทำแปลนพิมพ์เขียวของสถาปนิก เมื่อเข้าใจแปลน คุณก็จะถ่ายทอดสั่งงานคนอื่นได้ มีวิธีคิดอย่างเป็นระบบมากขึ้น
       ระดับ 5 เรียนเรื่อง Merchandise คุณต้องไปสำรวจตลาด สมมติว่าตัวคุณจะเปิดกิจการอะไร เขียนโปรเจกต์ คำนวณต้นทุน การตั้งราคา ค่าใช้จ่าย มีทำเลสถานที่ชัดเจน เป็นเรื่องของการสร้างแบรนด์ด้วย คนเรียนระดับนี้เริ่มมองการทำธุรกิจเสื้อผ้าแล้ว
       ระดับ 6 คนที่จะเติบโตได้ต้องมีเอกลักษณ์ ระดับสูงสุดสุดท้ายนี้สอนให้ค้นหาตัวเอง หาความถนัด และหาความชัดเจน
       ค่าเล่าเรียนระดับละ 30,000 บาท ทั้งหมด 6 ระดับก็ 180,000 บาท ราคาพิเศษสำหรับเหมาเรียนเป็นแพ็กเกจ 150,000 บาท จ่ายงวดแรก 50,000 บาท ที่เหลือผ่อน
       สนใจติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ที่
       สถาบันตักส์ศิลา แฟชั่น ชั้น 9 อาคารสำนักงานเซนทรัลพลาซ่า ลาดพร้าว โทร.0-2937-1117


© Copyright 2004 Taxila Fashion School. All rights reserved. Contact Us, eMail: info@taxilafashion.com Phone: 0-2937-1117